‘สินค้าปลอมระบาด’ ทำแบรนด์ป่วน จี้ ‘รัฐ-แพลตฟอร์ม’ เร่งปราบ
ประเด็นร้อนของผู้ขายสินค้าออนไลน์ในช่วงนี้ ไม่ใช่มีแต่เรื่องที่เจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขึ้นค่าธรรมเนียมการขาย และให้ร่วมรับภาระต้นทุนในการทำแคมเปญโปรโมชั่นจนแทบไม่เหลือกำไรเท่านั้น ยังมีปัญหา “สินค้าปลอมระบาด” ที่สร้างความหนักใจให้บรรดาผู้ประกอบการ เพราะกระทบทั้งความเชื่อมั่นในแบรนด์ และยังซํ้าเติมกำลังซื้อจากภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจด้วย
ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าของแบรนด์สินค้าความงามหลายรายออกมาสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับ “ของปลอม” หรือสินค้าลอกเลียนแบบที่ไม่ได้มาตรฐาน วางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิด ด้วยว่ามีการใช้ชื่อร้านค้าและรูปสินค้าเหมือน “ร้านจริง”
“ลากลาส” ชี้กระทบเศรษฐกิจโดยรวม
“ไอติม-เอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอดีล แอนด์ มาเวลลัส เท็น จำกัด เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง “ลากลาส” (LA GLACE) กล่าวกับ “NewsPulse” ว่า แบรนด์พบปัญหาเกี่ยวกับสินค้าปลอมมาแล้วประมาณ 6 เดือน และสถานการณ์ยังคงรุนแรงเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ได้กระทบแค่กับยอดขาย แต่รวมไปถึงความน่าเชื่อถือของแบรนด์ด้วย
ที่ผ่านมาบริษัทพยายามจัดการด้วยการรีพอร์ตร้านค้าที่แอบอ้างเป็นร้านแบรนด์ และจำหน่ายสินค้าลอกเลียนแบบ ที่แม้บรรจุภัณฑ์จะเหมือนของจริงมาก แต่ “สารสกัดหรือส่วนผสม” ที่ใช้ไม่ได้คุณภาพ โดยแจ้งไปยังแพลตฟอร์มให้ปิดร้านเหล่านั้น พร้อมทั้งจ้างทนายความให้ดำเนินคดีแล้ว แต่เรื่องยังไม่ค่อยคืบหน้าเท่าที่ควร
“บางทีรีพอร์ตไปก็ปิดได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่รู้เหมือนกันว่าดูจากอะไร หรือต่อให้ปิดไปแล้วก็กลับมาเปิดใหม่และสร้างรีวิวปลอมได้ เรารู้สึกว่าเขาทำกันเป็นกระบวนการ ใช้ชื่อเสียงของแบรนด์ที่พยายามสร้างมาหลายปีหลอกคนอื่น”
“ไอติม” กล่าวต่อว่า ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจัง เช่นกันกับฝั่งของแพลตฟอร์มที่ต้องมีมาตรการออกมาจัดการ ไม่ใช่แค่การรับปากว่าจะดูแลให้มากขึ้นเฉย ๆ
“คนที่ตั้งใจทำแบรนด์พอโดนก๊อปเรื่อย ๆ ก็หมดแรง เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ แต่กระทบกับเศรษฐกิจภาพใหญ่ด้วยซ้ำ เราเองมีทีมงานกว่า 80 คน เมื่อยอดขายเราลดไม่ไช่แค่รายได้ของบริษัทหายไป แต่กระทบกับอีกหลายครัวเรือน”
AMT สะท้อนอุปสรรค “รีพอร์ต”
ด้าน “ฝุ่ง-อมต ชัยเกรียงไกร” ผู้ก่อตั้งบริษัท อมต อินโนเวชั่น จำกัด เจ้าของแบรนด์ AMT Skincare สะท้อนปัญหากับ “NewsPulse” ว่า กระบวนการ “Take Down” หรือปิดร้านปลอมบนแพลตฟอร์มมีความล่าช้ามาก หลังแจ้งรีพอร์ตไปแล้วยังต้องใช้เวลานานถึง 7 วัน กว่าจะเอาร้านออกจากระบบได้
ทั้งระบบยังมีเงื่อนไขว่าถ้าจะปิด 1 ตะกร้าสินค้า ต้องนำสินค้านั้นมาถ่ายรูปเปรียบเทียบกับของจริง หากร้านปลอมมี 10 ตะกร้า (10 SKUs) เจ้าของแบรนด์ก็ต้องยอมเสียเงินซื้อของปลอมทั้ง 10 ครั้ง เพื่อมาเป็นหลักฐานในการไล่ปิดทีละตะกร้า
“ผมพยายามตามหาต้นตอของสินค้าปลอม ล่อซื้อจนพบแหล่งที่ตั้งร้าน แม้จะมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายหรือวิดีโอแล้วก็ยังไม่สามารถดำเนินคดีได้ เพราะสาวไปไม่ถึงตัวการ รวมถึงข้อมูลร้านค้ายังจัดเก็บในเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ ทำให้การตามตัวผูกระทำผิดทำได้ยากมาก”
แนะแพลตฟอร์ม KYC ร้านค้า
“ฝุ่ง” บอกด้วยว่า สิ่งที่แบรนด์กำลังเผชิญในขณะนี้ไม่ต่างกับปัญหา “บัญชีม้า” ที่ผ่านมามาตรการในการเปิดร้านบนแพลตฟอร์มยังมีจุดหละหลวม และช่องโหว่ในการคัดกรอง แม้มีการบังคับให้ส่งเอกสารต่าง ๆ เช่น ใบรับรองการเป็นนิติบุคคล เลขทะเบียน อย. และใบอนุญาตนำเข้า แต่ไม่มีการทำ KYC (Know Your Customer) หรือยืนยันตัวตนผู้ขายอย่างชัดเจน
“แพลตฟอร์มควรนำระบบ KYC มาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการขอเปิดบัญชีร้านค้า เพื่อสกัดไม่ให้นอมินีเข้ามาเปิดร้านได้ง่าย ๆ จริง ๆ การเปิดร้านตามขั้นตอนที่ถูกต้องใช้เวลาพิจารณา 2-3 สัปดาห์ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมร้านปลอมเปิดกันง่ายขนาดนี้”
ETDA แจงรายปัญหา
ด้าน “ชัยชนะ มิตรพันธ์” ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เปิดเผยว่า ลักษณะปัญหาที่ปรากฏบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขณะนี้เกี่ยวข้องกับหลายส่วน ส่วนแรกคือการสวมรอยปลอมแปลงเป็นร้านค้าเพื่อหลอกลวงให้คนซื้อ ส่วนนี้ต้องพิจารณาเรื่องการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งแพลตฟอร์มต้องช่วยดำเนินการตามกฎหมาย
ถัดมาส่วนที่สอง คือเรื่องสินค้าที่ผลิตอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ได้มาตรฐาน อย. และ มอก. ส่วนนี้ต้องเป็นไปตามกฎหมายของหน่วยงานอย่างสำนักงานอาหารและยา และสำนักมาตรฐานอุตสาหกรรม ส่วนที่สามเมื่อสินค้าเหล่านี้ขึ้นสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบยืนยันร้านค้าที่นำสินค้าเหล่านั้นมา แต่ พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 หรือ DPS กำหนดให้ต้องทำ KYC ร้านค้าเฉพาะกรณีที่เป็นสินค้าที่ต้องได้รับมาตรฐาน มอก. หรือ อย.เท่านั้น สำหรับร้านค้าสินค้าทั่วไปยังไม่มีมาตรการบังคับให้ต้อง KYC
“การบังคับใช้กฎหมาย DPS เพื่อให้แพลตฟอร์มดำเนินการตามนั้นมีขั้นตอนที่ยาว และยุ่งยาก หากแพลตฟอร์มไม่ปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งให้แก้ไขหรือสั่งปิดบัญชีไปทีละบัญชี ซึ่งบทลงโทษปัจจุบันน้อยเกินไป ไม่เพียงพอที่จะสร้างความเกรงกลัว”
ดังนั้น กระทรวงดีอี และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเห็นว่าควรเข้าไปยกระดับ พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ขึ้นมาบังคับใช้ในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มให้เข้มงวดขึ้น แต่ร่างกฎหมายปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ ป.ย.ย. (สำนักงานคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง) ซึ่งกำลังคิดว่าจะดึงกลับมาให้กระทรวงดีอีดูแลเอง และเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้เร็วที่สุด
คุมแพลตฟอร์มต้องไม่เดินตาม
ด้าน “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า มีการเตรียมนำร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม มาตรวจสอบ และจะเร่งเสนอผ่านกระบวนการให้เร็ว เพราะกฎหมาย DPS ปัจจุบันไม่เพียงพอที่จะกำกับดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
“เราไม่อยากวิ่งตามไปกำกับปัญหาที่เกิดมาแล้ว อย่างเช่นเรื่องค่า GP เรื่องสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ตอนนี้เรารวบรวมข้อมูลและองค์ความรู้ไว้มากพอที่จะเห็นว่ามีปัญหาอีกมากที่ลึกกว่า เราเห็นแม้กระทั่งว่าแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีฐานข้อมูลจะเห็นว่าสินค้าชนิดใดขายดีในพื้นที่ไหน แล้วใช้เครือข่ายพาร์ตเนอร์ผลิตสินค้ามาแข่งในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งเป็นประเด็นลึกซึ้งที่กฎหมายปัจจุบันยังเข้าไปจัดการได้ยาก และเป็นการทำลายตลาด”
“กฎหมายเดิมมักเป็นการแก้ปัญหาตามกระแสสังคมหรือแก้เป็นจุด ๆ มากกว่าการมองภาพรวมทั้งระบบให้มีความยั่งยืนและโปร่งใส และการนำโมเดลจาก EU มาใช้ แม้ในเชิงโครงสร้างจะดูแข็งแกร่ง แต่ในทางปฏิบัติพบว่ายังมีการฟ้องร้องกันอยู่มากและบังคับใช้จริงได้ยาก จึงต้องมีการปรับปรุงให้เข้ากับสถานการณ์ของไทยจริง ๆ
อย่างเรื่องการแก้เฉพาะค่า GP เพียงอย่างเดียวไม่ช่วยอะไร เพราะแพลตฟอร์มมีช่องทางอื่นในการเก็บค่าธรรมเนียม เช่น การใช้ Token หรือรูปแบบอื่น ปัญหาคือ พ.ร.ฎ.เดิมไม่ได้มองภาพรวมที่เรียกว่า Total Take Rate (ค่าธรรมเนียมรวมทั้งหมดที่แพลตฟอร์มได้รับ)
ทำให้ยังเกิดความไม่เป็นธรรมในระบบนิเวศ และเรายังต้องนึกถึงเรื่องภาษีอื่นอีก เช่น Global Minimum Tax ที่ไม่ได้กำหนดไว้แน่ชัด จึงคาดว่า พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม จะมาอุดรอยรั่วและสร้างมาตรการที่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของผู้ประกอบการไทยได้”
รมว.ดีอีกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องแลกกับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อให้ตลาดไทยเติบโตอย่างยั่งยืน อาจส่งผลให้ผู้บริโภคต้องยอมรับว่าราคาสินค้าอาจจะไม่ถูกเท่าเดิม แต่จะได้ตลาดที่โปร่งใสและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
การปกป้องผลประโยชน์บางอย่าง โดยเฉพาะการเพิ่มระดับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลที่นอกเหนือจากอีคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย รวมถึงการเรียกเก็บภาษีอย่าง Global Minimum หรือ Digital Service Tax บนแพลตฟอร์มเหล่านี้อาจขัดกับข้อตกลงการค้าดิจิทัลของสหรัฐ เราต้องมีจุดยืนที่จะปกป้องผลประโยชน์เราก่อน และรัฐบาลก็มีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ของประชาชน